กันยายน 25, 2021
รีวิวหนังสงครามของสมัยก่อนอย่างเรื่อง Wrath of The Titans

รีวิวหนังสงครามของสมัยก่อนอย่างเรื่อง Wrath of The Titans

ในท้ายที่สุด ฉันเลือกที่จะไปดูหนังเรื่อง “Wrath of The Titans” ในโรงภาพยนตร์ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สองชั่วโมงในโรงหนังวันนี้เป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานสำหรับฉัน แม้ว่าจะค่อนข้างน่าปวดหัวก็ตาม บางครั้งเพราะฉันไม่เข้าใจความสัมพันธ์และความขัดแย้งของตัวละครเท่าที่ควร

หลายคนอาจสงสัยว่า เกี่ยวอะไรกับหนังเมื่อสองปีที่แล้วที่ชื่อว่า “Clash of the Titans”? เป็นภาคต่อของ Clash of the Titans หากคุณสังเกตดีๆ คุณจะสังเกตเห็นว่าชื่อตัวละครและชื่อนักแสดงเกือบจะเหมือนกัน แต่ผู้กำกับต่างหาก

ในภาคนี้ ถึงเวลาที่ลูกชายของซุส (เลียม นีสัน), เพอร์ซีอุส (แซม เวิร์ธธิงตัน) ครึ่งเทพและครึ่งมนุษย์ที่ต้องการใช้ชีวิตมนุษย์ธรรมดาต้องเข้าสู่สงครามอีกครั้ง เมื่อพ่อขอความช่วยเหลือในความพยายามที่จะหยุดยั้งการปลดปล่อยปีศาจร้าย “ไททันโครนอส” ที่จมอยู่ใต้พื้นโลก ในวันที่เหล่าทวยเทพอ่อนแอเพราะพวกที่ไม่เชื่อไม่ได้อธิษฐานเผื่อพวกเขา

จุดที่ตัวละครเอก Perseus ต้องเผชิญคือเขามีลูกชายที่เขาไม่คิดว่าเขาอยากจะถือดาบ จะเป็นชาวประมง กับเขามีพ่อที่ลำบากวิ่งเข้าไปช่วย เขาต้องเลือกว่าจะทำอะไร แม้แต่เทพโพไซดอน (แดนนี่ ฮัสตัน) ผู้ให้กำเนิดลูกพี่ลูกน้องที่ “ไม่ค่อยมีใครรู้จัก” อีกคนหนึ่งคือ เอเจนอร์ (โทบี้ เค็บเบลล์) ก็ไม่รอด เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของเทพเจ้าแห่งสงคราม Ares (Édgar Ramírez) และ Hades (Ralph Fiennes) น้องชายของ Perseus

สิ่งที่ดูเหมือนไม่ซับซ้อน ฉันยังทึ่งในตัวเองที่ทำให้ฉันงุนงง ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้จะไม่มีตัวละครหญิงมาให้กำลังใจ เพราะมี แอนโดรเมด้า (โรซามันด์ ไพค์) ที่เติมให้เราชนะด้วยความรักครั้งใหม่ของพระเอก

ถือว่าใช้ได้ ไม่อืด ไม่อืด ฉันได้นั่งดูตัวอย่างภาพยนตร์ Wrath of The Titans หลายเรื่อง และพบว่าการรับชมแบบ 3 มิตินั้นน่าทึ่งมาก วันหนึ่งฉันไปที่โรงละคร 2D และเจอตัวอย่างเดียวกัน รู้สึกได้ทันทีว่า “ไม่ใช่” สุดท้ายเลยเลือกโรงภาพยนต์ที่เป็น RealD 3D ของ Paragon Cineplex ซึ่งพบว่าภาคนี้ทำงานด้านภาพและงาน 3D ได้ค่อนข้างดี หลายช็อตต้องบอกว่าเด็ดจริง สวย อลังการ ไม่ซ้ำใครจริงๆหนังเรื่องนี้ ออกมาคล้ายกับ Blood Red Sky

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *